ลิ้นจี่ พืชสมุนไพรที่ช่วยลดความดัน เบาหวาน ไขมันอุดตันได้อย่างไร?

หากพูดถึงลิ้นจี่ เราคงนึกถึงผลไม้ที่มีเปลือกสีแดง เนื้อหนา รสชาติหวานอมเปรี้ยว เมล็ดสีดำ มีการนำมาแปรรูปหลากหลาย แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ลิ้นจี่มีคุณประโยชน์
มากมายอย่างที่คาดไม่ถึง

จากข้อมูลระบุว่า ถิ่นกำเนิดของลิ้นจี่อยู่บริเวณทางจีนตอนใต้ในมณฑลกวางตุ้ง โดยมีการปลูกมากว่าสามพันห้าร้อยปี เริ่มเข้ามาในประเทศไทยปี พ.ศ. 2397 สันนิษฐานกันว่าคงตั้งแต่ที่คนจีนเข้ามาติดต่อค้าขายกับคนไทย จึงเริ่มมีการปลูก
มาจนถึงปัจจุบัน ลิ้นจี่เติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็น ประเทศไทยนิยมปลูกอยู่สาม
สายพันธุ์คือ พันธุ์ฮงฮวย พันธุ์กวางเจา และพันธุ์กิมเจ็ง

พันธุ์ฮงฮวย เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากทางตอนเหนือ เพราะให้ผลผลิตดี มีรสชาติ
หวานอมเปรี้ยว ขณะที่พันธุ์กวางเจา และพันธุ์กิมเจ็ง ไม่เป็นที่นิยมปลูกมากนัก เพราะ
ให้ผลผลิตน้อย ติดผลยาก เนื่องจากสภาพอากาศของประเทศไทยมีอุณหภูมิไม่ต่ำ
เพียงพอ แม้รสชาติจะดีกว่าแต่โอกาสเกิดเมล็ดตายสูงกว่าพันธุ์ฮงฮวย

รู้ไหมว่า ในลิ้นจี่หนึ่งลูกประกอบด้วยพลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แร่ธาตุ และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยข้อมูลนี้อ้างอิงมาจาก : USDA National Nutrient Database for Standard (2011) หากพูดให้เฉพาะเจาะจงลงไป นอกจากคุณประโยชน์ข้างต้นแล้ว เนื้อ ใบ และรากของลิ้นจี่ เมื่อนำมาสกัดเป็นเครื่องดื่มชงรับประทานก็ช่วยในการย่อยอาหาร
รักษาอาการท้องเดิน ป้องกันโรคเหน็บชา รักษาโรคผิวหนัง ลดกรดในกระเพาะ และช่วยขับปัสสาวะได้

หลายคนนำส่วนประกอบของลิ้นจี่มาสกัดเป็นเครื่องประทินผิวช่วยเรื่องความสวยงามของร่างกาย ด้วยคุณประโยชน์มากมายขนาดนี้ ทีมวิจัยจึงคิดค้นสกัดส่วนประกอบสำคัญของ
ลิ้นจี่เป็นเครื่องดื่มชาบรรจุในซองเยื่อกระดาษพร้อมซองฟอยล์เพื่อรักษาคุณค่าเครื่องดื่มชาลิ้นจี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการพัฒนาร่วมกับทีมงานของสถาบันอาหารแห่งชาติ (NFI) ทำวิจัยเพื่อแปรรูปลิ้นจี่ให้ได้ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของชาชงดื่ม ผ่านกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP และ HACCP โดยนำส่วน
ประกอบสำคัญมาสกัดหากดื่มเป็นประจำจะช่วยลดความดัน เบาหวาน และไขมันอุดตันได้