*สรรพคุณของสาร ฟีนอล (phenolic compounds) ในชาลำไยสวนในเวียง

สรรพคุณของชาลำไยสวนในเวียงได้มีการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการ จาก ม.เทคโนโลยีสุรนารี จ.โคราช

ก่อนอื่นสวนในเวียงขอให้คุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ โรคข้อเข่าเสื่อม หรือ Osteoarthritis of Knee กันก่อนนิดนึงว่ามันคือโรคอะไร? โรคนี้เกิดจากความเสื่อมในข้อ ทำให้ข้อนั้นอักเสบปวด บวม เคลื่อนไหวไม่สะดวก

หลักการในการตรวจทางห้องปฏิบัติการมักพบการเปลี่ยนแปลงของข้อ และในการตรวจภาพรังสี จะแสดลงผลการตรวจ ESR ในเลือดสูงขึ้น ดังนั้นค่าของ ESR จึงเป็นค่าหลักในการตรวจวิเคราะห์

สารในกลุ่มสารประกอบฟีนอล (phenolic compounds) ที่พบมากให้เปลือกและเม็ดลำไยที่ผ่านการอบด้วยความร้อนสูงสามารถยับยั้งการสลายองค์ประกอบสาคัญของกระดูกอ่อน ทั้งยังยับยั้งเอนไซม์โปรทีแนส MMP ไม่ให้ย่อยสลายกระดูกอ่อน ส่งผลให้อาการปวดข้อลดลง อาการอักเสบในข้อลดลง

จากงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศพบว่าเปลือกและเมล็ดลำไยที่มีสารฟีนอลิค (Phenolic compounds) สูง จะมีสารออกฤทธิ์สำคัญ 3 ตัวได้แก่ gallic acid, corilagin และ ellagic acid เป็นองค์ประกอบ ซึ่งสารออกฤทธิ์ดังกล่าว 3 ตัวนี้ มีฤทธิ์ เป็นสาร Anit-Oxidant (ช่วยต้านอนุมูลอิสระ) Anti-Inflammatory (ช่วยต้านการอักเสบเรื้อรังในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม) และมีคุณสมบัติยับยังการสร้าง Uric (คล้ายยารักษาในผู้ป่วยโรคเก๊าต์)

ในการวิจัยระหว่างสวนในเวียง และ ม.เทคโนโลยีสุรนารี โดยมี ดร.ลำไพร ศรีธรรมา เป็นหัวหน้าโครงการทำงานวิจัยเกี่ยวกับชาลำไยตัวนี้ของเรา และมี ผชศ. พญ. สรญา แก้วพิทูลย์ เป็นผู้วิจัยประสิทธิผล ร่วมกับอาสาสมัครที่เป็นผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม ทำการทดลอง Clinical Trial โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของสารสกัดฟินอลิคในเครื่องดื่มลำไยในผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างจะได้รับชาลำไย ให้ชงดื่มวันละ 1 ซอง (8 g) มีปริมาณ phenolic compounds เท่ากับ 11.04 mg มีการติดตามประเมินผลหลังรับประทานไปได้ 2 เดือน ซึ่งผลการทดลองเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังได้ผลสรุปรายงานว่าชาลำไยสวนในเวียงสามารถลดการอักเสบในตัวอาสาสมัครได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยวัดเอาค่าเฉลี่ยนของระดับ ESR ก่อนและหลังเท่ากับ 35.93 และ 20.67 mm/hr

การวัดค่า ESR มันก็คืออัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง หรือ อัตราเลือดนอนก้น คือปริมาณเม็ดเลือดแดงที่ตกตะกอนได้ใน 1 ชั่วโมง เป็นการตรวจทางโลหิตวิทยาที่ทำกันทั่วไปโดยใช้เป็นการตรวจแบบไม่จำเพาะเพื่อตรวจหาการอักเสบในร่างกาย ซึ่งในผลตรวจของงานวิจัยนี้ได้ค่าลดลงมาเป็นปกติปลายๆในเวลา 2 เดือน ค่าเฉลี่ยของคนปกติจะอยู่ที่ 0-20 mm/hr มากสุดให้ได้ถึง 30 mm/hr. แล้วแต่อายุตามตารางดังนี้

* ผู้หญิง อายุน้อยกว่า 50 ควรมีค่า ESR ต่ำกว่า 20 mm/hr.
* ผู้ชาย อายุน้อยกว่า 50 ควรมีค่า ESR ต่ำกว่า 15 mm/hr.
* ผู้หญิง อายุมากกว่า 50 ควรมีค่า ESR ต่ำกว่า 30 mm/hr.
* ผู้ชาย อายุมากกว่า 50 ควรมีค่า ESR ต่ำกว่า 20 mm/hr.
* เด็กๆ ควรมีค่า ESR ระหว่าง 0-10 mm/hr.

ตัวเลขยิ่งสูง ค่าการอักเสบจะยิ่งมาก ซึ่งในกลุ่มตัวแทนที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมอยู่แล้ว ดังนั้นค่าเฉลี่ยเริ่มต้นจะอยู่ที่ 35+ ซึ่งการดื่มชาลำไยติดต่อเป็นประจำทุกวันเป็นเวลาสองเดือนนี้ทำให้ค่าเฉลี่ยนลดลงได้มาก อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากการตรวจค่าระดับ ESR แล้ว งานวิจัยยังตรวจเช็คค่าเฉลี่ยงการทำงานของไตและตับ อักด้วยว่ามีความปลอดภัยต่อการทำงานของตับและไต ซึ่งหมายความว่า การดื่มชาลำไยต่อเนื่องไม่ก่อให้เกิดผลเสีย หรือผลข้างเคียง ซึ่งต่างจากยาเคมี ตัวอื่นเช่น กลูโคซามีน ที่ทำให้โอกาสภาวะตาเป็นต้อสูงขึ้น หรือ ไวอาทริล ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะความดันสูง ซึ่งหากบริโภคไปนานๆ อาจทำให้เกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้ และเนื่องจากไตเป็นอวัยวะที่ล้างสารพิษ หากร่างกายมีการใช้ยาเคมีไปนานๆ จนตับอ่อนล้าและไม่สามารถล้างพิษได้ จะส่งผลให้ร่างกายมีปัญหา หรือ โรคอื่นๆตามมาอีกเช่นกัน