*ความแตกต่างระหว่างยาเคมีและยาสมุนไพร

  ความแตกต่างระหว่างยาเคมีและยาสมุนไพร มาตรฐานของกาผลิตยานั้นสูงมาก นั่นเป็นเพราะ ยาเป็นสารสกัดที่ เอาเฉพาะฤทธิ์ยาที่ต้องการเดี่ยวๆมาใช้  มีความเข้มข้นสูง ดังนั้นจึงต้องมีการศึกษาเรื่องความปลอดภัยต่อผู้ป่วยอย่างมาก งานวิจัยต้องฆ่าหนูทดลองเป็นจำนวนมาก ผ่าตัดพิสูจน์ความเป็นพิษที่สะสมในตับและใต หาสารพิษตกค้าง หาปริมาณยาที่ก่อให้เกิดอันตราย จนมั่นใจค่อยมาทอลองกับคนได้ และต้องขออนุญาติจากแพทย์สภา งานวิจัยต้องมีการตีพิมพ์ในวารสารดังๆระดับโลก มีการโต้แย้งในระดับผู้เชี่ยวชาญ ยามีคุณแต่ก็มีโทษมหันหากใช้ไม่ถูกต้อง การจะออกยาแต่ละตัวจึงต้องใช้เวลาร่วม 10 ปี และเงินลงทุนที่มากมายก่อนที่จะได้ยาแต่ละตัว การลงทุนที่มหาศาลในการทดลองทำให้ราคาของยาบางตัวนั้นสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวและในบางโรคอย่างเช่น โรคข้อเข่าเสื่อมที่จริงแล้วไม่มียารักษา จำต้องกินยาที่มีราคาสูง หรือการผ่าตัดที่ไม่ทำให้ขายขาดอย่างไม่มีทางเลือก โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรค NCDs และแพทย์แผนปัจจุบันรู้ดีว่าไม่มียาเคมีตัวใดที่สามารถรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายได้ และต้องกินยาไปตลอดชีวิต และส่วนมากเกิดผลเสียข้างเคียงต่อร่างกาย หรือเมื่อกินยาต่อไม่ได้ จำต้องใช้วิธีผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าจึงจะหายปวด การทำ Clinical Trial ในเครื่องดื่มลำไยอินทรีย์ (ชาลำไยสวนในเวียง) จึงไม่ได้สกัดเป็นสารเข้มข้นแบบยา แต่นักวิจัยจึงจาก ม. สุรนารีได้ออกแบบเน้นการทดสอบทางด้านความปลอดภัยเท่าที่แพทย์สภายอมรับได้ ส่วนการศึกษาวิจัยทางด้านการรักษาข้อเข่าเสื่อมจะหนักไปทางด้านผลการรักษา ซึ่งต่างจากการผลิตยาที่ต้องลงลึกไปถึงว่ายาแต่ละตัวนั้นรักษาโรคดั่งกล่างได้อย่างไร   เครื่องดื่มลำไยอินทรีย์ (ชาลำไย) ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัย (ทดสอบพิษเฉียบพลันในหนู) หลังผ่าตัดหนูทดลองไม่พบสิ่งผิดปรกติใดๆ จึงได้รับอนุญาติให้ทดลองกับอาสาสมัครและสามารถวัดผลการรักษาในอาสาสมัครที่มีอาการอักเสบเรื้อรัง ได้ผลดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเริ่มวางขายในปี 2556 (2013) ทำให้เครื่องดื่มลำไยอินทรีย์ […]

*โรคตับแข็ง คนไม่ดื่มเหล้าก็เป็นได้

❝ โรคตับแข็ง คนไม่ดื่มเหล้าก็เป็นได้ ❞ หลายคนอาจจะคิดว่า สาเหตุหลักของการเป็นโรคตับแข็งนั้นมีเพียงแค่การดื่มเหล้าเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นอีกหลายๆอย่าง ที่เราอาจยังไม่รู้ ซึ่งสาเหตุความเสี่ยงในการเกิดโรคตับแข็งนอกจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไปนั้นมีดังนี้ ✔️การเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ✔️เกิดจากโรคที่ภูมิคุ้มกันมีการทำลายเนื้อตับ ✔️เกิดภาวะไขมันสะสมในตับ ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน, โรคอ้วน, ไขมันในเลือดสูง ✔️การรับประทานยาเคมีต่างๆ ที่ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเป็นระยะเวลานาน ๆ เช่น ยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตามอล ไวอาทริล กลูโคซามีน และอื่นๆ ✔️โรคทางพันธุกรรมบางโรคทำให้เกิด ตับแข็ง เช่น ทาลัสซีเมีย ✔️ภาวะหัวใจวายเรื้อรัง ทำให้เส้นเลือดคั่งที่ตับ ✔️พยาธิบางชนิด เช่น พยาธิใบไม้ในเลือดอาจทำให้เกิดตับแข็ง ถึงแม้จะมีสาเหตุมากมายที่จะทำให้เราเสี่ยงเป็นโรคตับแข็งแต่เราสามารถป้องกันได้ ด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดความเครียด ออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนช่วยในการฟื้นฟูตับอย่าง ชาลิ้นจี่ที่มีสาร Oligonol (โอลิโกนอล) ที่มีการวิจัยในญี่ปุ่นพบว่าสามารถเพิ่มการไหลเวียนระบบหัวใจและหลอดเลือด และสามารถ ลดการสะสมของไขมันในตับ (Fatty liver) เร่งการเผาผลาญไขมัน และลดการดูดซึมไขมัน กำจัดอนุมูลอิสระที่มากเกินไปในร่างกาย ต้านไวรัส และเพิ่มความสดชื่น กระฉับกระเฉง […]

*ยาเคมี อันตรายกว่าที่คุณคิด

รู้หรือไม่ว่าการกินยาเคมีมากจนเกินไปนั้นมีผลข้างเคียงต่าร่างกายเช่นกัน โดยเฉพาะ ตับ ที่มีหน้าที่ล้างสารพิษออกจากร่างกาย ตัวอย่างเช่น โรคข้อเข่าเสื่อม ที่ยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ จะมีก็แค่ยาที่บรรเทาอาการปวดที่ส่วนมากรู้จักกันดีคือ กลูโคซามีน หรือ ไวอาทริล กลูโคซามีน หรือ ไวอาทริล คงเป็นชื่อที่คุ้นเคยกันดีในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่าจากข้อเข่าเสื่อม แต่รู้กันหรือไม่ว่า กลูโคซามีนที่กินกันทั่วๆไปเพื่อบรรเทาปวดอาการปวดในผู้ป่วยที่เป็นข้อเช่าเสื่อมนั้น เพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกให้เร็วขึ้นหากกินติดต่อกันในระยะยาว หรือ ไวอาทริล ที่มีราคาแพงหน่อย แต่อาจจะหาไม่ได้ทั่วไปตามท้องตลาดเหมือนกลูโคซามีน การซื้อ ไวอาทริลจึงต้องให้หมอสั่ง เพราะไวอาทริลเป็นยาที่แรงกกว่า และแน่นอนว่าสารเคมีหรือสารออกฤทธิ์ในไวอาทริลก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว สารเหล่านี้จะไปสะสมในตับ จึงส่งผลเสียต่อตับที่มีหน้าที่ล้างสารพิษออกจากร่างกาย ดังนั้นการกินยาไวอาทริลจึงไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 3เดือน และแนะนำให้พักตับไปเดือนนึง สวนในเวียงแนะนำให้ดื่มชาลิ้นจี่เพื่อช่วยล้างพิษ บำรุงตับ หากจำเป็นต้องกินยาเคมีต่างๆ เนื่องจากเม็ดและเปลือกของลิ้นจี่นั้นมีสาร Oligonol (โอลิโกนอล) ที่มีรายงานการศึกษาวิจัยแสดงว่าโอลิโกนอล มีผลดีต่อองค์รวมระบบต่างๆของร่างกาย และช่วย ลดการสะสมของไขมันในตับ (Fatty liver) เร่งการเผาผลาญไขมัน และลดการดูดซึมไขมัน เพิ่มการไหลเวียนระบบหัวใจและหลอดเลือด กำจัดอนุมูลอิสระที่มากเกินไปในร่างกาย และเพิ่มความสดชื่น กระฉับกระเฉง ขจัดความอ่อนล้าทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย หรือในคนป่วยข้อเข่าเสื่อมที่ถ้าไม่อยากเสี่ยงกับยาเคมีอย่าง กลูโคซามีน หรือ ไวอาทริล สวนในเวียงแนะนำลองดื่มชาลำไยสวนในเวียงแก้ปวดเข่าแทน เนื่องจาก ชาลำไยสวนในเวียงทำจากผลไม้ทั้งลูก ตัวยาที่อยู่ในกลุ่มสารประกอบฟีนอล […]

มะเขือพวง จิ๋วแต่แจ๋ว

มะเขือพวง จิ๋วแต่แจ๋ว สารสำคัญที่พบในมะเขือพวง ทอร์โวไซด์ เอ, เอช (torvoside A, H) เป็นสตีรอยด์ไกลไซด์จากผลมะเขือพวง งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลในปี พ.ศ.๒๕๔๕ พบว่าทอร์โวไซด์ เอช มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ ๑ (Herpes simplex virus type 1) โดยมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสมากกว่ายาอะไซโคลเวียร์ถึง ๓ เท่า ทอร์โวนิน บี (torvonin B) เป็นซาโพนินชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าทำให้มะเขือพวงมีฤทธิ์ขับเสมหะ โซลาโซดีน (solasodine) เป็นสารที่มีสรรพคุณต้านโรคมะเร็ง จากการศึกษาวิจัยพบว่า สารโซลาโซดีนมีประสิทธิภาพยับยั้งการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์อันเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็ง มะเขือพวงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ มะเขือพวงเป็นพืชที่ช่วยเสริมสุขภาพ โดยมีสรรพคุณตามตำราแพทย์แผนไทยคือ ช่วยเจริญอาหาร ย่อยอาหาร ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้ไอ ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนดี แก้ฟกช้ำ ไอเป็นเลือด ฝีบวมมีหนอง ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้แสดงคุณสมบัติที่เด่นชัดของมะเขือพวง ในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของลำไส้เพื่อตอบสนองต่อสารพิษที่เข้ามายังระบบทางเดินอาหาร มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันความเสื่อมและแก่ก่อนวัย มีฤทธิ์ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในโรคเบาหวาน อีกทั้งยังมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด ประเทศจีนใช้ต้มน้ำดื่มแก้ไอและบำรุงเลือด ทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง […]

ส่องโรคแทรกซ้อนที่อยู่ใน “โรคอ้วน”

ส่องโรคแทรกซ้อนที่อยู่ใน “โรคอ้วน” ปัจจุบันแนวโน้มและสถานการณ์โรคอ้วนทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นในสัดส่วน 1 ต่อ 3 คน ในปี 2017 มีผู้เป็นโรคอ้วน 2,200 ล้านคน โดยผู้ชายเพิ่มขึ้น 3 เท่า ในขณะที่ผู้หญิงเพิ่มขึ้น 2 เท่า สำหรับในประเทศไทยเองก็มีอัตราเพิ่มสูงมากขึ้นเช่นกัน ดูได้จากสถิติผู้ป่วยโรคอ้วนในประเทศไทยที่สูงเป็นลำดับที่   2 ของกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากประเทศมาเลเซีย คิดเป็น 16 ล้านคนที่เป็นโรคอ้วน แบ่งเป็นผู้ชาย 4.7 ล้านคนและผู้หญิง 11.3 ล้านคน ภาวะ “โรคอ้วน” เกิดได้จากหลายปัจจัย โดยเฉพาะพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้คนที่เสี่ยงให้เกิดโรคอ้วน เช่น การเลือกรับประทานอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลมากเกินไป ทั้งเบเกอรี่ ขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ น้ำหวานชง น้ำอัดลม ฯลฯ การรับประทานอาหารไม่ครบหมวดหมู่ รับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดบ่อยครั้งจากภาวะที่เร่งรีบในชีวิตประจำวันหรือติดรสชาติความอร่อยของอาหารเหล่านี้จนกลายเป็นความเคยชินในการเลือกรับประทาน ขาดการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเพียงพอ การลดความอ้วนหรือควบคุมน้ำหนักแบบไม่ถูกวิธีที่ทำให้กลับมาประสบปัญหาอ้วนมากกว่าเดิม บางรายอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานไม่สมบูรณ์ อื่น ๆ จะรู้ได้อย่างไรว่าเข้าข่าย “โรคอ้วน” […]

*วิธีป้องกันอันตรายจากแสงสีฟ้า

คุณรู้หรือไม่⁉️ ว่า การจ้องดูจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน้ตบุ๊กนั้น อุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆนั้นจะมีการปล่อยแสงสีฟ้า บนหน้าจอโดยแสงสีฟ้า ที่เป็นคลื่นแสงพลังงานสูงมีความยาวคลื่น 400 – 500 นาโนเมตรซึ่งเป็นอันตรายต่อดวงตาของเรา แสงสีฟ้านี้ ทำให้ ตาแห้ง ปวดกระบอกตา แสบตา มองภาพซ้อนหรือเบลอๆ เป็นส่วนทำให้เกิดต้อเนื้อ ต้อลมและจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งจะทำให้เกิดขึ้นเรื่อยๆ รักษายาก และอาจทำให้ตาบอดได้ โดยเราสามารถป้องกันแสงสีฟ้าเหล่านี้ได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ ✔️ปรับความคมชัดและแสงสว่างหน้าจอให้รู้สึกสบายตา ไม่สว่างจ้าจนเกินไป ✔️หมั่นทำความสะอาดหน้าจอจากฝุ่นและสิ่งสกปรก เพื่อลดอันตรายจากการเปล่งแสงสีฟ้า ✔️ดวงตาควรห่างจากจอภาพให้อยู่ที่ 40-76 เซนติเมตร ✔️พักสายตาจากหน้าจอทุกๆ 10-15 นาที ✔️ควรกะพริบตาบ่อยๆ ให้ได้ 1-2 ครั้งต่อ 10 วินาที และนี่ก็เป็นข้อควรรู้สำหรับคนทำงานที่ต้องเผชิญกับการเปล่งแสงสีฟ้าตลอดทั้งวัน เพื่อสุขภาพตาและสุขภาพร่างกายที่ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บนะคะ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม/สั่งซื้อได้ที่ Line : https://bit.ly/2mLpi6O FB : www.facebook.com/inwiangvalley/

*ไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่ไม่รู้ตัว

ไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่ไม่รู้ตัว ในปัจจุบันการดำรงชีวิตของคนเราเปลี่ยนแปลงไป มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารไขมันสูงมากขึ้น ขาดการออกกำลังกาย จึงทำให้พบผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตับ เป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ในร่างกาย อยู่ในช่องท้องบริเวณด้านบนขวาใต้ซี่โครง ตับมีหน้าที่สำคัญ ได้แก่ ช่วยในการเผาผลาญอาหารที่เรารับประทานเข้าไป โดยเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตให้เป็นน้ำตาล เปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงานช่วยเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ทำลายสารพิษต่างๆ ไม่ว่าจะจากกระบวนการเผาผลาญของร่างกายเอง หรือจากสิ่งที่เรานำเข้าสู่ร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น สังเคราะห์โปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นในร่างกาย จะเห็นได้ว่าตับมีความสำคัญต่อกระบวนการทำงานในร่างกายคนเราเป็นอย่างมาก และเช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย หากได้รับเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิ ยา แอลกอฮอล์ สารเคมีหรือสารพิษต่างๆ รวมถึงไขมันที่มากเกินไป ตับก็อาจเกิดปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นตับอักเสบ ตับแข็ง ไขมันพอกตับ หรือมะเร็งตับ ไขมันพอกตับ เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถนำไขมันที่เรารับประทานไปใช้ได้หมด จนทำให้เกิดการสะสมอยู่ที่ตับเป็นจำนวนมาก โดยไขมันส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งมาจากอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมัน ภาวะไขมันพอกตับ แบ่งได้เป็น 2 สาเหตุ คือ จากแอลกอฮอล์ ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญที่สุดคือ การรับประทานอาหารจำพวกอาหารมัน อาหารหวาน หรืออาหารคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป […]

*15 อาหารล้างพิษตับ

15 อาหารล้างพิษตับ การใช้ชีวิตในสังคมสมัยใหม่ทำให้ตับในร่างกายของเราทำงานมากเกินไป เมื่อเรากินมากเกินหรือทานอาหารแปรรูปมากเกิน กินแต่อาหารทอด การเผชิญกับมลภาวะจากสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงความเครียด ตับก็จะทำงานหนักจนเกินกำลัง เมื่อถึงจุดหนึ่งตับก็จะหมดความสามารถในการกรองสารพิษและไขมันต่างๆ แต่มีอาหารอยู่หลายชนิดที่ช่วยชำระล้างพิษในตับ โดยกระตุ้นความสามารถตามธรรมชาติเพื่อขับไล่ของเสียที่เป็นพิษออกจากร่างกาย โดยรายการอาหารในบทความนี้จะเน้นเฉพาะอาหารที่สามารถล้างพิษตับได้ เพื่อบำรุงสุขภาพตับให้กลับมาเป็นปกติ ลองหาอาหารตามรายการเหล่านี้มาทานจะช่วยให้ตับทำงานได้ดีขึ้น และแนะนำว่าควรเพิ่มอาหารเหล่านี้เข้าไปในอาหารประจำวันด้วย เป็นการดูแลตับให้สุขภาพดีและทำงานได้อย่างไม่บกพร่องไปตลอดชีวิตได้ 1. กระเทียม แค่ทานพืชหัวสีขาวนี้วันละเล็กน้อยก็ช่วยกระตุ้นเอนไซม์ในตับซึ่งช่วยให้ร่างกายขับสารพิษออกมาได้แล้ว ในกระเทียมยังมีสารอัลลิซินและซีลีเนียมอยู่ สารสองชนิดนี้มีส่วนประกอบในการช่วยล้างพิษตับได้ 2. เกรปฟรุต (ผลไม้ตระกูลส้ม) ในเกรปฟรุตอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ผลไม้ตระกูลซิตรัสนี้ นอกจากเกรปฟรุตแล้วก็ยังรวมไปถึง ส้ม มะนาว และเลม่อน ต่างก็ช่วยสนับสนุนกระบวนการล้างพิษตามธรรมชาติของตับ แค่ดื่มน้ำเกรปฟรุตคั้นสดๆ วันละแก้ว จะช่วยกระตุ้นการผลิตของเอนไซม์ล้างพิษในตับ และช่วยชะล้างสารก่อมะเร็งและสารพิษอื่นๆ ได้ 3. บีทรูทและแครอท ผักทั้งสองชนิดนี้เต็มไปด้วยฟลาโวนอยด์และเบต้าแคโรทีนปริมาณสูงมาก การทานหัวบีทรูทและแครอทช่วยกระตุ้นและส่งเสริมการทำงานโดยรวมของตับได้ 4. ชาลิ้นจี่ ชาลิ้นจี่จัดเป็นเครื่องดื่มที่คู่ควรกับตับมากที่สุด เพราะในชาลิ้นจี่อุดมไปด้วยเสาร โอลิโกนอล ที่มีรายงานการศึกษาวิจัยแสดงว่าโอลิโกนอล มีผลดีต่อองค์รวมระบบต่างๆของร่างกายคือ เพิ่มการไหลเวียนระบบหัวใจและหลอดเลือด ลดการสะสมของไขมันในตับ เพื่อให้ตับทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเร่งการเผาผลาญไขมัน และลดการดูดซึมไขมัน กำจัดอนุมูลอิสระที่มากเกินไปในร่างกาย และสามารถต้านไวรัส ชาลิ้นจี่นี้นอกจากเป็นเครื่องดื่ม ยังสามารถนำมาปรุงอาหารงเพื่อสุขภาพได้อีกด้วย 4. ชาเขียว […]

*ลิ้นจี่ พืชสมุนไพรที่ช่วยลดความดัน เบาหวาน ไขมันอุดตันได้อย่างไร?

หากพูดถึงลิ้นจี่ เราคงนึกถึงผลไม้ที่มีเปลือกสีแดง เนื้อหนา รสชาติหวานอมเปรี้ยว เมล็ดสีดำ มีการนำมาแปรรูปหลากหลาย แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ลิ้นจี่มีคุณประโยชน์มากมายอย่างที่คาดไม่ถึง จากข้อมูลระบุว่า ถิ่นกำเนิดของลิ้นจี่อยู่บริเวณทางจีนตอนใต้ในมณฑลกวางตุ้ง โดยมีการปลูกมากว่าสามพันห้าร้อยปี เริ่มเข้ามาในประเทศไทยปี พ.ศ. 2397 สันนิษฐานกันว่าคงตั้งแต่ที่คนจีนเข้ามาติดต่อค้าขายกับคนไทย จึงเริ่มมีการปลูกมาจนถึงปัจจุบัน ลิ้นจี่เติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็น ประเทศไทยนิยมปลูกอยู่สามสายพันธุ์คือ พันธุ์ฮงฮวย พันธุ์กวางเจา และพันธุ์กิมเจ็ง พันธุ์ฮงฮวย เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากทางตอนเหนือ เพราะให้ผลผลิตดี มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ขณะที่พันธุ์กวางเจา และพันธุ์กิมเจ็ง ไม่เป็นที่นิยมปลูกมากนัก เพราะให้ผลผลิตน้อย ติดผลยาก เนื่องจากสภาพอากาศของประเทศไทยมีอุณหภูมิไม่ต่ำ เพียงพอ แม้รสชาติจะดีกว่าแต่โอกาสเกิดเมล็ดตายสูงกว่าพันธุ์ฮงฮวย แต่รู้หรือไม่ว่า ในลิ้นจี่หนึ่งลูกประกอบด้วยพลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แร่ธาตุ และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยข้อมูลนี้อ้างอิงมาจาก : USDA National Nutrient Database for Standard (2011) หากพูดให้เฉพาะเจาะจงลงไป นอกจากคุณประโยชน์ข้างต้นแล้ว เนื้อ ใบ และรากของลิ้นจี่ เมื่อนำมาสกัดเป็นเครื่องดื่มชงรับประทานนั้นจะมีคุณสมบัติต้านไวรัส และสามารถช่วยในการย่อยอาหารรักษาอาการท้องเดิน […]

*ความลับทางการค้า ของชาลำไย สวนในเวียง

ความลับทางการค้าของสวนในเวียง คือ การปลูกแบบ Organic ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของสวนในเวียงเป็นที่ลอกเลียนแบบได้ยากเพราะการปลูกพีชยืนต้นแบบอินทรีย์นั้นเป็นเรื่องยาก และน้อยสวนนักที่จะทำได้สำเร็จ เนื่องจากผลกำไรน้อยมาก หากเทียกกับการปลูกแบบสารเคมีที่สามารถควบคุมผลผลิตได้ง่ายกว่า (หรือบางทีบางปีเรียกได้ว่าขาดทุนเลยทีเดียว) ดังนั้นความลับของสวนในเวียงคือการปลูกแบบอินทรีย์ที่ทำให้สวนอื่นลอกเลียนแบบได้ยาก โดยเฉพาะสินค้าชาลำไย ชาลิ้นจี่ ของสวนในเวียง ที่ได้ชื่อว่าเป็นนวัตรกรรมใหม่ในการรักษาสุขภาพแบบไร้สารเคมี ซึ่งสวนในเวียงเน้นย้ำให้ ผู้บริโภคหันมา “กินอาหารให้เป็นยา แทนการกินยาเป็นอาหาร” แต่หากไม่ปลูกแบบ Organic นอกจากตัวยาที่อยู่ในเมล็ดกับเปลือกของผลไม้เหล่านี้ก็จะมีสารเคมีปนเปื้อนเพิ่มมาด้วย ดังนั้นการทำชาลำไย หรือ ชาลิ้นจี่นั้นขบวนการในการผลิตนั้นไม่ยากที่จะลอกเลียนแบบแต่หากเป็นความมุ่งมั่นของการปลูกเกษตรอินทรีย์และผลงานวิจัยต่างหากที่ทำให้ ผลิตภัณฑ์ของสวนในเวียงนั้นแตกต่างจากสินค้าทั่วไปตามท้องตลาด ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม/สอบถาม/สั่งซื้อได้ที่ Line : https://bit.ly/2mLpi6O FB : www.facebook.com/inwiangvalle

1 2 3 4