ลิ้นจี่ ยาจีนแผนโบราณ

สรรพคุณทางยา ของลิ้นจี่ ตามที่ใช้ในประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ นับมาแต่โบราณ ชาวจีนนั้นกินลิ้นจี่เป็นยาบำรุง แก้อาการไอเรื้อรัง แก้อาการคัดจมูก รักษาอาการท้องเดิน   ลดกรดในกระเพาะอาหาร และบรรเทาอาการไม่ปกติของระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะเปลือกลิ้นจี่ที่นำมาชงดื่มเพื่อบรรเทาอาการหวัด แก้การติดเชื้อในลำคอ อาการท้องเสียอย่างอ่อน และโรคจากการติดเชื้อไวรัส ตำรายาจีนกล่าวเฉพาะเมล็ดลิ้นจี่ ว่ามีรสหวาน ขมเล็กน้อย สรรพคุณอุ่น ทำให้พลังชี่ขับเคลื่อน ลดอาการปวด ใช้กรณีปวดท้อง ปวดไส้เลื่อน ปวดบวมของอัณฑะ ใช้ขนาด 5-10 กรัม  งานวิจัยเปลือก ของผลลิ้นจี่มีสารกลุ่มฟลาโวนอลที่สำคัญคือ โพรไซยาไนดินบี 4 ไพรไซยา- ไนดินบี 2  และอีพิคาเทชิน ส่วนที่สำคัญคือ ไซยาไนดิน – 3 –  รูตินโนไซด์ ไซยาไนดิน- 3 กลูโคไซด์ เควอเซทิน – 3 – รูติโนไซด์ และเควอเซทิน – 3 – กลูโคไซด์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง และสารสกัดเปลือกยัง มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์ […]

แอปเปิ้ล แต่ละสี ให้ประโยชน์ต่างกันอย่างไร?

แน่นอนเลยว่า แอปเปิ้ล ผลไม้ยอดฮิตที่สาวๆ นิยมรับประทาน เป็นที่รู้กันดีว่ามีประโยชน์ช่วยให้มีรูปร่าง และผิวพรรณที่ดี หากสาวๆ สังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่าแอปเปิ้ลมีหลายสี รู้มั้ยคะแต่ละสีให้ประโยชน์ และคุณค่าทางโภชนาการที่แตกต่างกันออกไป ประโยชน์โดยรวมของแอปเปิ้ล มีทั้งวิตามิน และแร่ธาตุที่หลากหลาย และจำเป็นต่อร่างกาย อาทิ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินบี5 วิตามินบี6 วิตามินเอ กรดโฟลิก วิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี และเหล็ก เป็นต้น นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังมีหลายสีด้วยนะคะ นอกจา่กประโยชน์เรื่องการเหมาะทานเพื่อควบคุมน้ำหนัก และบำรุงผิวพรรณแล้ว จริงๆ แล้วแอปเปิ้ลแต่ละสีมีประโยชน์ที่ดีแตกต่างกันออกไปด้วยนะคะ จะเป็นอย่างไรนั้นไปดูกันเลย แอปเปิ้ลสีแดงเข้ม มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเยอะที่สุด และมีวิตามินซีสูงถึง 1500 มิลลิกรัม ทานเป็นประจำจะช่วยทำให้ผิวของดูเต่งตึง ช่วยชะลอวัย ลดริ้วรอย ทำให้ผิวสวยอ่อนกว่าวัย นอกจากนี้ยังมีส่วยช่วยในเรื่องของความจำได้ด้วย ด้านการรักษาโรคช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง และโรคหัวใจคุณค่าทางโภชนาการ แอปเปิ้ลสีแดง มีพลังงาน 59 กิโลแคลอรี่ มีน้ำ 85.33 […]

โรคไขมันพอกตับ คุณมีความเสี่ยงหรือไม่?

รู้หรือไม่? คุณเองก็อาจมีโอกาสเป็นโรคไขมันพอกตับ เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะด้วยการรับประทานอาหารประเภทที่มีไขมันสูง หรือการปาร์ตี้สังสรรค์ที่ต้องมีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซ้ำร้ายยังไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย จึงไม่แปลกที่อัตราการเกิดโรคไขมันพอกตับจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโรคไขมันพอกตับสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้ในเด็กวัยรุ่น แต่จะมีโอกาสเกิดมากขึ้นเมื่ออายุประมาณ 45 ถึง 50 ปีขึ้นไป เพราะอัตราการเผาผลาญอาหารเริ่มลดลง รู้หรือไม่? คุณอาจมีโอกาสเป็นโรคไขมันพอกตับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเชียงใหม่ ได้ใหห้ข้อมูลว่า โรคไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) เป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการ เกิดจากการที่ร่างกายได้รับไขมันเกินความต้องการ จนไขมันไปสะสมอยู่ในเซลล์ตับ ซึ่งตับคืออวัยวะสำคัญ ที่แค่เกิดความผิดปกติเพราะไขมันพอกสะสมเพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลร้ายกลายเป็น ภาวะตับวาย และ มะเร็งตับ หรืออาจไปเพิ่มความรุนแรงทำให้โรคเรื้อรัง หลายๆ โรค ได้ผลการรักษาที่ไม่ดี เช่น โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดัน โลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ เกาต์ นิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น ใครบ้างที่สุ่มเสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับ ผู้เป็นโรคอ้วน น้ำหนักตัวมาก เสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับ ผู้เป็นโรคเบาหวาน เสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับ ผู้เป็นโรคไขมันในเลือดสูง เสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับ ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ เสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับ ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีรสหวานมากเกินไป เช่น ดื่มชาเขียวที่มีรสหวานแทนน้ำ เสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับ ผู้ที่รับประทานยาและอาหารเสริมอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับ […]

“จิงจูฉ่าย” สมุนไพรมีประโยชน์ที่หลายคนยังไม่รู้!

“จิงจูฉ่าย” สมุนไพรมีประโยชน์ที่หลายคนยังไม่รู้! สมุนไพรดีมีประโยชน์ที่หลายคนอาจยังไม่รู้!! แม้จะเคยผ่านลิ้นมาบ้างในต้มเลือดหมูเพราะบางร้านนิยมใส่แทนใบตำลึงหรือผักกาดหอม เนื่องจากจิงจูฉ่ายมีกลิ่นหอมจึงใช้ดับกลิ่นคาวของเครื่องในได้ดี แต่รู้มั้ยว่าสมุนไพรเชื้อสายจีนชนิดนี้ยังมีสิ่งดีๆ ให้เราอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น… 1.ปรับสมดุลในร่างกาย จิงจูฉ่ายเป็นสมุนไพรที่นิยมมากของชาวจีน เพราะมีคุณสมบัติเป็นหยินหรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาเย็น หากกินจิงจูฉ่ายในช่วงหน้าหนาวจะช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย แก้พิษไข้ ลดอาการร้อนใน อีกทั้งยังช่วยบำรุงปอดและฟอกเลือดด้วย 2.ช่วยเรื่องความดัน น้ำมันหอมระเหยในลำต้นและใบของจิงจูฉ่ายมีสารไลโมนีน ซิลนีน และสารไกลโคไซด์ มีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลความดันเลือด ทำให้เส้นเลือดขยายตัวและเลือดไหลเวียนได้สะดวก ใครที่มีปัญหาเรื่องความดันหรือสตรีที่เลือดลมไม่ปกติ ลองกินจิงจูฉ่ายอาจจะช่วยปรับความดันเลือดให้คงที่ได้ 3.ตัวช่วยคนช่างกิน เพราะจิงจูฉ่ายมีสรรพคุณช่วยในเรื่องของการขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยลดอาการจุกเสียด แน่นเฟ้อ เพราะอาหารไม่ย่อยจากมื้ออาหารแบบจัดหนักได้ 4.ต้านมะเร็งร้าย จากวิจัยที่นำใบจิงจูฉ่ายประมาณ 1 กำมือ มาปั่นหรือตำคั้นน้ำเพื่อรับประทานเช้า-เย็นก่อนมื้ออาหารสัก 1 ชั่วโมง ติดต่อกันเป็นเวลา 2–3 เดือน ว่ากันว่าจะสามารถช่วยต้านทานต่อเซลล์มะเร็งได้ แต่ยังไงก็ต้องดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย และเลือกกินอาหารที่ดีด้วย 5.สรรพคุณทางยาอื่นๆ ที่น่าสนใจ ว่ากันว่าจิงจูฉ่ายมีสรรพคุณช่วยขับพิษ แก้อาการอักเสบของผิวหนัง ช่วยลดอาการผดผื่นคัน นอกจากนี้ยังเป็นพืชที่มีโซเดียมต่ำเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคไต และยังช่วยในการฆ่าไวรัส เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาโรคมาลาเรียได้อีกทาง 6.ปรุงคาวก็ได้ ปรุงหวานก็ดี ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าเจ้าผักสมุนไพรชนิดนี้ใช้ทำอาหารได้สารพัด ตั้งแต่ต้มจืด ผัดผัก แกงเผ็ด […]

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) 

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) เป็นโรคของข้อต่อที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อหุ้มข้อซึ่งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างกระดูก โดยจัดเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคภูมิต้านตนเอง (autoimmune disease) ที่มีลักษณะเฉพาะคือมีการอักเสบรุนแรงของข้อโดยเฉพาะข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้า ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลให้ข้อถูกทำลายและเกิดความพิการตามมาได้ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แต่พบว่ามีส่วนสัมพันธ์กับโรคภูมิต้านตนเอง (autoimmune diseases) หรือการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำร้ายเนื้อเยื่อตนเองจนทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีน้ำเพิ่มขึ้นในช่องข้อ ส่วนปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ การถ่ายทอดทางพันธุกรรม และการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์พบได้บ่อยในสองช่วงอายุ คือ ช่วงอายุ 20-30 ปี และ 50-60 ปี โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในช่วงอายุน้อย แต่ในช่วงอายุมาก พบได้ทั้ง 2 เพศเท่าๆกัน อาการโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อโดยเฉพาะข้อเล็กๆ เช่น ข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้า ส่วนข้อใหญ่ๆ เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพกพบได้น้อยกว่า ซึ่งการปวดนี้จะแตกต่างจากการปวดจากการใช้งานที่มักปวดเมื่อมีการใช้ข้อมากกว่าปกติ แต่การปวดจากข้ออักเสบมักจะปวดในขณะไม่ได้ใช้งานข้อ เช่น ปวดกลางดึก ปวดตอนเช้าหลังจากตื่นนอน  หรือขณะพักผ่อน โดยปวดเป็นเวลานานแม้รับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการดีขึ้นแต่ก็ไม่หายขาด โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์นี้ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ข้อจะถูกทำลายจนผุกร่อนและเสียความสมดุล ทำให้เสียสมดุลของกล้ามเนื้อที่ล้อมรอบดึงรั้งข้อจนเกิดความพิการได้ การรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แนวทางการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คือทำให้โรคสงบ […]

ปวดข้อเท้าด้านนอก… อาการที่นักวิ่งไม่ควรมองข้าม!

ปวดข้อเท้าด้านนอก… อาการที่นักวิ่งไม่ควรมองข้าม! อาการปวดข้อเท้าด้านนอก ที่เกิดอาการอักเสบของเส้นเอ็นบริเวณข้อเท้าเป็นเวลานาน จะทำให้ความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวของข้อเท้าต่ำลง ทำให้เกิดข้อเท้าพลิกขณะวิ่งได้ การเปลี่ยนการลงเท้าเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดการอักเสบของเส้นเอ็นบริเวณข้อเท้าด้านนอก หากมีอาการเจ็บบริเวณข้อเท้า การวิ่งลงส้นเท้าเล็กน้อยจะช่วยลดแรงกระทำบริเวณข้อเท้าลงได้โดยไม่ต้องหยุดวิ่ง อาการเจ็บข้อเท้าด้านนอก อาจไม่ได้พบบ่อยมากในนักวิ่งเมื่อเทียบกับอาการปวดเข่า หรือปวดส้นเท้า แต่สำหรับใครที่เคยเป็น คงพอจะทราบว่ามันไม่ง่ายที่จะรักษาให้หาย ถึงแม้ไม่ได้เจ็บถึงขั้นทำให้วิ่งไม่ไหว แต่ก็ไม่ยอมหายสนิทเสียที นอกจากนี้ อาการเจ็บข้อเท้าด้านนอกยังอาจเกี่ยวข้องกับอาการบาดเจ็บอื่นที่หนักหน่วงถึงขั้นต้องหยุดวิ่งเพื่อรักษาการบาดเจ็บให้หายดีด้วย อาทิเช่น ข้อเท้าพลิก เป็นต้น งานวิจัยของ Pejman Zia เก็บข้อมูลจากนักวิ่งที่มีปัญหาข้อเท้าพลิก ซึ่งมีอาการปวดข้อเท้าด้านนอกมาอยู่ก่อนแล้วจำนวน 58 คน จากการซักถามประวัติพบว่า มีจำนวนนักวิ่งถึง 48 คนที่มีอาการเข้าได้กับ “อาการอักเสบของเส้นเอ็นบริเวณข้อเท้าด้านนอก (Peroneal Tendonitis)” และเมื่อได้ทำการตรวจด้วยเครื่องตรวจวินิจฉัยด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ก็พบว่า 55 คนจาก 58 คน (คิดเป็น 95%) มีอาการอักเสบของเส้นเอ็นบริเวณข้อเท้าด้านนอก (Peroneal Tendonitis) อยู่ด้วย โดยเส้นเอ็นบริเวณดังกล่าวเป็นส่วนปลายของกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณขาด้านนอก (Peroneus Longus และ Brevis) ซึ่งจากข้อมูลที่ค้นพบนี้ แสดงให้เห็นว่าอาการปวดข้อเท้าด้านนอกนั้นสัมพันธ์กับการเกิดข้อเท้าพลิกอย่างมาก […]

สรรพคุณของจิงจูฉ่าย

สรรพคุณของจิงจูฉ่าย จิงจูฉ่าย 100 กรัมให้พลังงาน 392 กิโลแคลอรี่ประกอบด้วยสารอาหารนานาชนิด ได้แก่โปรตีน, ไขมัน, คาร์โบไฮเดรต, เส้นใย, แคลเซียม, เหล็ก, ฟอสฟอรัส, วิตามินเอ, วิตามินบี 6, วิตามินซี และวิตามินอี จิงจูฉ่ายกับงานวิจัยโรคมะเร็ง โดย มหาวิทยาลัยมหิดล จิงจูฉ่าย ผสมน้ำสะอาด 1-2 แก้ว ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาเฉพาะน้ำดื่มวันละแก้ว ควรรับประทาน 1 ชั่วโมงก่อนอาหารหรืออย่างน้อยสองชั่วโมงหลังอาหารเพื่อความรวดเร็วของการเข้าถึงเซลล์และป้องกันการปะปนกับสารอื่นๆซึ่งอาจทำให้ฤทธิสาร ดังกล่าวลดลง จะช่วยป้องกันมะเร็งได้ และด้วยสารที่มีในต้นจิงจูฉ่าย จะช่วยให้ร่างกายและการรักษาโรคมะเร็งดีขึ้น จิงจูฉ่าย Artemisia Lactiflora ‘Guizhou’ (White Mugwort’Guizhou) หรือโกฐจุฬาลำพา’กุ้ยโจว’ เป็นสมุนไพรตระกูลเดียวกันกับ A.annua L., A.Vesstita และ A.Agryi ซึ่งมีสารสำคัญมากมาย ได้ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่ารักษาโรคมาลาเรียได้ซึ่งเชื้อโรคนี้คล้ายๆกับ เซลล์ของโรคมะเร็งคือจะมีจำนวนธาตุเหล็กสูงกว่าเซลปกติ 5-1,000เท่า สารสำคัญมีหลายอย่าง สารบางตัวทำงานโดยอิสระ และบางตัวทำงานร่วมกับตัวอื่นๆ ผลวิจัยของ ดร. ไลล์ แสดงถึง สารชิงเฮาซู […]

ปวดกระดูก ข้อเข่าเสื่อม ไม่ได้เป็นเฉพาะคนแก่

ปวดกระดูก ข้อเข่าเสื่อม ไม่ได้เป็นเฉพาะคนแก่ “โรคข้อเข่าเสื่อม” เกิดจากการใช้งานข้อต่อเนื่องยาวนานจนทำให้กระดูกอ่อน ผิวข้อสึกกร่อน ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดข้อขณะเคลื่อนไหว เข่าผิดรูปโก่งงอ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม น่าสนใจว่า…ปัจจุบันไม่เฉพาะคนแก่เท่านั้นที่เป็น วัยคนกลางคน ก็เป็นได้ นพ.ศริษฏ์ หงษ์วิไล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่ากรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ บอกว่า จริงๆแล้ว สถิติคนไทยป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ข้อมูล ณ ปี 2553 เป็นอยู่ 6-7 ล้านคน ปัญหาสำคัญมีว่าพอเป็นโรคแล้วส่งผลกระทบในเรื่องคุณภาพชีวิต มากขึ้น พบว่า ที่พบเพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 45 ปีก็เริ่มมีอุบัติการณ์ที่เป็นข้อเข่าเสื่อมสูงขึ้น มีรายงานบ่อยขึ้น อาจจะยังเป็นจำนวนไม่มาก แต่ก็เกิดขึ้นได้ สาเหตุที่เกิดมีอยู่ 2 หลักใหญ่ๆ หนึ่ง แรงที่กระทำกับข้อเยอะเกินปกติและเป็นเวลานาน เช่น ในกลุ่มที่เป็นนักวิ่งมาราธอน จะพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นข้อเข่าเสื่อมในอนาคตจะสูงกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่าตัว สอง กลุ่มที่มีพยาธิสภาพในข้อเข่า เช่น มีอุบัติเหตุมาก่อน อาจจะมีกระดูกหักหรือมีผิวกระดูกที่บาดเจ็บมาก่อน อย่างนักฟุตบอลที่เอ็นฉีกขาด ทำให้พยาธิสภาพในเข่าเปลี่ยนแปลงไปไม่สมดุล เสียความมั่นคง อีกปัจจัยก็คือ […]

ชาลำไยสวนในเวียง ต้านอนุมูลอิสระและโรคร้ายได้จริงหรือไม่

ชาลำไยสวนในเวียง ต้านอนุมูลอิสระและโรคร้ายได้จริงหรือไม่ จากการการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยา พบว่าตัวยาที่อยู่ในเมล็ดและเปลือกลำไยนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายหลายด้าน 1. มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะจากเมล็ดที่มีฤทธิ์โดดเด่นกว่าสารสกัดจากส่วนอื่นๆ ของลำไย สารสำคัญในการออกฤทธิ์จะเป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล ได้แก่ gallic acid, ellagic acid, และ corilagin 2. มีฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง ตัวยาจากเมล็ดลำไยแห้ง มีฤทธิ์ทำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนั้น สารสกัดจากเมล็ด มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ ทำให้สามารถยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็งไปยังเซลล์ข้างเคียง และเมื่อทดสอบกับเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตัวยาจากลำไยยังมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการบุกรุกและการแพร่กระจายของมะเร็ง และด้วยการทดลองกับหนูที่ถูกทำให้เป็นมะเร็งลำไส้ พบว่าตัวยาในลำไยนี้มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ 3. สารโพลีแซคคาไรด์จากเมล็ด มีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งปอดและต้านเนื้องอกในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดเนื้องอก ส่วนสารโพลีแซคคาไรด์จากเนื้อ มีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งรังไข่ และเซลล์มะเร็งหลังโพรงจมูก ทั้งยังมีฤทธิ์ต้านเนื้องอกในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดเนื้องอก สารโพลีฟีนอลจากเมล็ดลำไย สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ สารสกัดจากเปลือกก็มีสารสำคัญ ได้แก่ gallic acid, ellagic acid และ corilagin ซึ่งสามารถยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งในกระเพาะอาหาร และเซลล์มะเร็งปอดได้เช่นกัน แต่ไม่มีผลกับเซลล์มะเร็งตับ ดังนั้นชาลำไยจึงมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบของข้อเข่า เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ จากงานวิจัยพบว่า สารสกัดจากเมล็ด […]

โรคตับแข็ง (Cirrhosis) เกิดได้อย่างไรกัน?

โรคตับแข็ง (Cirrhosis) เกิดได้อย่างไรกัน? โรคตับแข็ง คือ โรคตับเรื้อรังระยะสุดท้ายที่เซลล์ตับจำนวนมากถูกทำลายอย่างถาวร ทำให้เนื้อเยื้อมีลักษณะเป็นปุ่มและกลายเป็นพังผืดที่มีลักษณะแข็งกว่าปกติ โรคตับแข็ง คือ โรคตับแข็ง (Cirrhosis) คือ โรคตับเรื้อรังระยะสุดท้ายที่เซลล์ตับจำนวนมากถูกทำลายอย่างถาวรใช้ระยะเวลาโดยเฉลี่ย 15 ถึง 20 ปี ทำให้เนื้อเยื้อมีลักษณะเป็นปุ่มและกลายเป็นพังผืดที่มีลักษณะแข็งกว่าปกติ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากกว่าคนสุขภาพแข็งแรง เนื่องจากความสามารถในการกำจัดเชื้อลดลง สาเหตุของโรคตับแข็ง 1. ไขมันพอกตับจากการดื่มสุรา 2. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง 3. โรคทางระบบภูมิคุ้มกัน 4. ความผิดปกติของเมตาบอริซึม เช่น ภาวะเหล็กเกิน โรควิลสัน 5. ยาและสารพิษ 6. โรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น ภาวะหัวใจด้านขวาล้มเหลวเรื้อรัง 7. โรคตับอักเสบเหตุไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา 8. โรคพิษสุราเรื้อรัง เกิดจากการดื่มแอลกฮอล์ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาการของโรคตับแข็ง โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยโรคตับแข็งอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยมาก อาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนและระยะของโรค ซึ่งอาการที่พบได้บ่อยได้แก่ มีไข้ต่ำๆ อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ผอมลงน้ำหนักลด ภาวะบวมทั่วร่างกาย ผู้หญิงประจำเดือนมาไม่ปกติ ดีซ่าน […]

1 2 3 4 6