ฟูริกาเกะ (Furikake) ผงโรยข้าวเพื่อสุขภาพ วิจัยโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ฟูริกาเกะ (Furikake) ผงโรยข้าวเพื่อสุขภาพ วิจัยโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผงโรยข้าว หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า ฟูริกาเกะ (Furikake) นั้น เป็นอาหารที่ ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทาน ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงนำมาโรยบนข้าวสวยร้อนๆ ก็ช่วย เพื่อเพิ่มสีสัน และรสชาติให้กับมื้ออาหาร ส่วนผสมมีหลากหลายชนิด แต่หลักๆ คือ งา และสาหร่าย นอกจากนั้นจะเป็นเครื่องปรุงรส ปลาแห้งขูด ฯลฯ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล็งเห็นว่าอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น การรับประทานอาหารที่มีรสชาติหวานหรือรสชาติเค็มมากเกินไป อันเนื่องมาจากพฤติกรรมส่วนบุคคลหรือเกิดขึ้นจากสภาพร่างกายที่เสื่อมถอย ซึ่งพบได้ในทุกเพศทุกวัย และในทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุนั้น ที่มีปัญหาการรับรสชาติอาหารที่ลดลง เป็นเหตุให้ต้องกินรสจัดมากขึ้น ทำให้ต้องเพิ่มประมาณในการบริโภคสารปรุงแต่งที่มากขึ้น ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว หรือในบางรายที่มีปัญหาสุขภาพช่องปาก ความแข็งแรงและความสมบูรณ์ของฟันและเหงือก ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีข้อจำกัดในการเลือกอาหารรับประทาน ก่อเกิดความเบื่อหน่ายขณะรับประทานอาหาร และเบื่ออาหารไปในที่สุด ซึ่งการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอนั้น จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในอนาคต การพัฒนากลิ่นรสในผลิตภัณฑ์ผงโรยข้าวเพื่อช่วยให้รับประทานอาหารได้มากขึ้นนั้น ผู้วิจัยได้เลือกใช้สมุนไพรหรืออาหารที่มีกรดอะมิโนบางชนิดสูง ซึ่งพบว่ามีความสัมพันธ์กับการรับรู้รสชาติอาหารที่ดีขึ้น และเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์นี้จะช่วยลดการปรุงแต่งรสอาหารจากน้ำตาลหรือน้ำปลาได้ หรือช่วยชูรสอาหารให้มีความอร่อยขึ้น และยังสะดวกในการใช้งาน สวนในเวียงที่สนใจในสุขภาพ และตั้งใจหานวัตกรรมใหม่ๆเพื่อตอบโจทย์ “การกินอาหารเป็นยา แทนกินยาเป็นอาหาร” […]

งานวิจัยสาร Oligonol ในลิ้นจี่ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสึคุบะ

ผลวิจัยสารสกัดจากลิ้นจี่ โดยอาจารย์ เคนทาโระ คิตาดาเตะ และ ดอกเตอร์ โคฮีอิ โคมมา นักวิทยาศาสตร์วิจัย ของบริษัท Amino Up Chemical Co. , Ltd. ในประเทศญี่ปุ่น รายงายผลของสารสกัดจากลิ้นจี่ เผยว่า Oligonol มีผล ต่อการไหลเวียนเลือดภายในร่างกาย หากการไหลเวียนของเลือดไม่ดีมักจะปรากฏเป็นความแตกต่างของอุณหภูมิขนาดเล็ก แต่เรื้อรังในแขนขาและพื้นผิวของผิวหนัง การศึกษาครั้งนี้ศึกษาผลของ Oligonol ซึ่งเป็นแหล่งโพลีฟีนอลที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำที่สกัดได้จากลิ้นจี่ ที่มีประโยชน์ทางชีวภาพสูงต่อการไหลเวียนของเลือดโดยเฉพาะส่วนปลายประสาท โดยใช้การถ่ายภาพความร้อนทางผิวหนัง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า Oligonol สามารถทำหน้าที่คล้ายยาเคมี Vasodilators ที่มีคุณสมบัติขยายหลอดเลือดต่างๆ ที่สามารถช่วย อาการต่างๆ เช่น มือและเท้าเย็นเท้า ไม่สบายไหล่ และปัญหาหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน โดยไม่ต้องพึ่งพายาเคมีที่มีผลข้างเคียง ลิ้นจี่ มีการบริโภคในประเทศจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งแต่สมัยโบราณ ลิ้นจี่อุดมไปด้วยโพลีฟีนอล ลิ้นจี่ได้รับการยินยอมให้เป็นส่วนผสมอาหารใหม่จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ในปี 2550 และได้รับการแจ้งเตือนที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าปลอดภัยจาก FDA ในปี 2014 Oligonol ทั้งยังเป็นหัวข้อของการทดลองต่อยอดและแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ด้านสุขภาพมากมายรวมถึงการป้องกันความเครียดจากอนุมูลอิสระ ต้านไวรัส การป้องกันและรักษา Hyperuricemia (ภาวะระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่าค่าปกติ) หรือ […]

*สรรพคุณของสาร ฟีนอล (phenolic compounds) ในชาลำไยสวนในเวียง

สรรพคุณของชาลำไยสวนในเวียงได้มีการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการ จาก ม.เทคโนโลยีสุรนารี จ.โคราช ก่อนอื่นสวนในเวียงขอให้คุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ โรคข้อเข่าเสื่อม หรือ Osteoarthritis of Knee กันก่อนนิดนึงว่ามันคือโรคอะไร? โรคนี้เกิดจากความเสื่อมในข้อ ทำให้ข้อนั้นอักเสบปวด บวม เคลื่อนไหวไม่สะดวก หลักการในการตรวจทางห้องปฏิบัติการมักพบการเปลี่ยนแปลงของข้อ และในการตรวจภาพรังสี จะแสดลงผลการตรวจ ESR ในเลือดสูงขึ้น ดังนั้นค่าของ ESR จึงเป็นค่าหลักในการตรวจวิเคราะห์ สารในกลุ่มสารประกอบฟีนอล (phenolic compounds) ที่พบมากให้เปลือกและเม็ดลำไยที่ผ่านการอบด้วยความร้อนสูงสามารถยับยั้งการสลายองค์ประกอบสาคัญของกระดูกอ่อน ทั้งยังยับยั้งเอนไซม์โปรทีแนส MMP ไม่ให้ย่อยสลายกระดูกอ่อน ส่งผลให้อาการปวดข้อลดลง อาการอักเสบในข้อลดลง จากงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศพบว่าเปลือกและเมล็ดลำไยที่มีสารฟีนอลิค (Phenolic compounds) สูง จะมีสารออกฤทธิ์สำคัญ 3 ตัวได้แก่ gallic acid, corilagin และ ellagic acid เป็นองค์ประกอบ ซึ่งสารออกฤทธิ์ดังกล่าว 3 ตัวนี้ มีฤทธิ์ เป็นสาร Anit-Oxidant (ช่วยต้านอนุมูลอิสระ) Anti-Inflammatory (ช่วยต้านการอักเสบเรื้อรังในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม) และมีคุณสมบัติยับยังการสร้าง […]

*สมาคมแพทย์สหรัฐฯ จักษุวิทยา ชี้ กลูโคซามีน ผลข้างเคียงทำตาบอด

“หมอธีระวัฒน์” เผย สมาคมแพทย์สหรัฐฯ จักษุวิทยา ชี้กลูโคซามีน ผลข้างเคียงทำตาบอด นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงรายงานผลข้างเคียงจากการกิน “กูลโคซามีน” ที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะต้อหินและตาบอดว่า เป็นรายงานจากวารสารสมาคมแพทย์สหรัฐ ทางจักษุวิทยา (JAMA) เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 ซึ่งได้เฝ้าระวังผู้ป่วยที่ใช้กูลโคซามีนเพื่อหวังผลในการลดอาการข้อเข่าเสื่อม โดยพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้หลังกินกูลโคซามีนจะมีภาวะความดันลูกตาสูงขึ้นอย่างชัดเจน และเมื่อหยุดกินความดันก็จะลดลง ซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีการสั่งจ่ายกูลโคซามีนกันมาก โดยมีทั้งในรูปแบบยาและอาหารเสริม แม้ว่าที่ผ่านมาจะไม่มีผลการพิสูจน์ว่ากูลโคซามีนมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมแค่ไหน แต่ก็มีการใช้ไปเพราะเห็นว่าไม่มีโทษ แต่หลังจากมีการายงานผลข้างเคียงกูลโคซามีนที่ชัดเจน ในการใช้ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือผู้ป่วยจากนี้คงต้องระวัง เพราะจะทำให้สายตาเสื่อมลงอย่างต่อเนื่องจากภาวะต้อหินจนตาบอดในที่สุด ทั้งนี้จากการออกมาให้ข้อมูลในเรื่องนี้ ที่ผ่านมามีบริษัทที่จำหน่วยกูลโคซามีนออกมาต่อว่าตน เพราะกระทบต่อยอดขายและการตลาด เรื่องนี้ควรต่อว่าไปยังสมาคมแพทย์สหรัฐ ทางจักษุวิทยา เนื่องจากตนเพียงแต่แปลผลการศึกษาและนำมาให้ข้อมูลต่อสาธารณสุขเท่านั้น ไม่ได้โจมตีผลิตภัณฑ์ของใคร ซึ่งเรื่องนี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์เรียบร้อยแล้ว “ที่ผ่านมาประเทศไทยไทยให้น้ำหนักกลูโคซามีนมากและเชื่อว่ามีประโยชน์มหาศาลแม้จะไม่มีหลักฐานผลวิจัยยืนยัน และไม่ได้มีฤทธิ์เสริมสร้างข้อเข่าหรือกระดูกอ่อน” จากการสั่งจ่ายกูลโคซาจำนวนมากจนเป็นภาระต่อระบบสวัสดิการข้าราชการ กรมบัญชีกลางจึงได้มีการประกาศให้ระงับการสั่งจ่ายกูลโคซามีน ซึ่งต่อมาศาลปกครองได้สั่งให้ยกเลิกการงับสั่งจ่ายกูลโคซามีนนั้น นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า ในช่วงที่สั่งระงับการเบิกจ่ายกูลโคซามีนนั้น เป็นข่าวใหญ่โตและได้มีการร้องเรียนยกเลิกคำสั่งนี้ ซึ่งความเห็นต่อเรื่องนี้มองว่า ในระบบรักษาพยาบาลของไทยที่มีงบประมาณจำกัด จึงควรมุ่งเลือกใช้ยาที่รักษาโรคได้โดยตรงที่มีผลการวิจัยยืนยันมากกว่า อย่างไรก็ตามกรณีที่แพทย์ที่ยังสั่งจ่ายกูลโคซามีนจะต้องใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มักมีภาวะความดันลูกตาสูงอยู่แล้ว จึงต้องดูว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโรคประจำตัวหรือไม่ […]

*ที่มาของการทำเครื่องดื่มลำไยอินทรีย์สวนในเวียง (ชาลำไย) เพื่อการรักษาข้อเข่าเสื่อม

โดย ประสิทธิ์ คงรักเกียรติยศ ปัจจุบัน คนไทยประสบปัญหาเจ็บปวดทุพพลภาพจากข้อเข่าเสื่อม จำนวนมากถึง 14 ล้านคนในปี 2553 โรคข้อเข่าเสื่อม หรือ Osteoarthritis คือ โรคที่เกิดจากความเสื่อมในข้อ เป็นภาวะข้ออักเสบที่พบมาก โดยเกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบออกมาทำให้ข้อนั้นอักเสบปวด บวม เคลื่อนไหวข้อไม่สะดวก บางครั้งมีเสียงกรอบแกรบเวลาเคลื่อนไหว เมื่อเป็นมากขึ้นกระดูกผิวข้อสึกหรอมากขึ้นจะทำให้ปวดมากเวลาใช้ข้อ อาจพบว่าข้อนั้น ๆ ผิดรูปบวมอักเสบ มีน้าในไขข้อมากและไม่สามารถใช้ข้อนั้นๆ ได้  การกินยาแก้ปวดถือว่าเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ และส่งผลข้างเคียงต่อร่างกาย ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และ อื่นๆตามมาได้ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ นอกจากผ่าตัดข้อเข่า ซึ่งก็ใช้งานได้ประมาณ 15 ปี ต้องรับการผ่าตัดเปลี่ยนเข่าใหม่อีกครั้ง เนื่องจากยังไม่มียารักษาโรคข้อเข่าอักเสบ แต่หากมีงานวิจัยหาสารออกฤทธิ์ในทุกส่วนของลำไย เพื่อช่วยชาวสวนลำไยราคาตกต่ำ โดย สวก. (สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร)ใช้เวลา 3-5 ปี และทาง ม.เชียงใหม่ พบว่าลำไยมีสรรพคุณมากมาย โดยหนึ่งในนั้นลำไยมีคุณสมบัติสามารถบรรเทาและช่วยในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมได้ ที่มาของการทำเครื่องดื่มลำไยอินทรีย์ (ชาลำไยสวนในเวียง) เพื่อการรักษาข้อเข่าเสื่อม บริษัทไฮเทคไบโอ ได้นำผลงานวิจัยของ ม.เชียงใหม่มาต่อยอด โดยร่วมกับ ม. สุรนารี โดยผ่านโครงการ […]

ศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบสรรพคุณสารป้องกันโรคตับ ในลิ้นจี่

ศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบสรรพคุณสารป้องกันโรคตับ ในลิ้นจี่ “ลิ้นจี่” เป็นผลไม้ที่มีสีแดงมีมายาวนาน กว่าพันปี ซึ่งมีต้นกำเนิดของผลไม้ชนิดนี้ มาจากประเทศจีนมีหลากหลายสายพันธุ์ทั้ง กิมเจ็ง ฮงฮวย และ จักรพรรดิ ในบ้านเราแหล่งที่มีพื้นที่ปลูกมากจะอยู่ในภาคเหนือ และเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลไม้ไทย รศ.ดร.ภญ.พาณี ศิริสะอาด คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงศึกษาค้นคว้าคุณประโยชน์ผลไม้ดังกล่าว รศ.ดร.ภญ.พาณี เปิดเผยว่า ช่วงนี้เราเริ่มเห็นผลลิ้นจี่ทยอยสุก แต่สียังไม่เข้มจัด การเก็บเกี่ยวลิ้นจี่มักเริ่มในเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน เมื่อลิ้นจี่ออกสู่ท้องตลาด ลิ้นจี่จะเป็นของฝากที่มีคุณค่าที่เหมาะสำหรับผู้รับ เนื่องจากอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต และโปรตีน และช่วยย่อยอาหาร ช่วยในการบำรุงอวัยวะภายในต่างๆ ภายในร่างกาย ทั้งนี้จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลพบว่า เนื้อลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ น้ำมันจากเมล็ดลิ้นจี่ มีสารประกอบ เป็นกรดไขมันที่สำคัญ เช่น ปาล์มมิติก 12% โอลิอิก 27% และไลโนเลอิก 11% เปลือก จะมีสารกลุ่มฟลาโวนอลที่สำคัญคือ โพรไซยาไนดินบี 4 ไพรไซยา-ไนดินบี 2 และอีพิคาเทชิน ส่วนที่สำคัญคือ ไซยาไนดิน-3-รูตินโนไซด์ […]

*งานวิจัยของบริษัท ร่วมกับ ม.เทคโนโลยีสุรนารี (ต่อยอดงานวิจัยจาก ม.เชียงใหม่)

งานวิจัยของบริษัท ร่วมกับ ม.เทคโนโลยีสุรนารี จากงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศพบว่าเปลือกและเมล็ดลำไยมีสารฟีนอลิค (Phenolic compounds) สูง มีสารออกฤทธิ์สำคัญ 3 ตัวได้แก่ gallic acid, corilagin และ ellagic acid เป็นองค์ประกอบ มีฤทธิ์ทางด้าน Anti-Oxidantc และ Anti-Inflammatory  บริษัทจึงทำการวิจัยร่วมกับ ม.เทคโนโลยี สุรนารี เพื่อหากระบวนการแปรรูปเปลือกและเมล็ดลำไยให้ออกมาในรูปของเครื่องดื่ม ที่ง่ายต่อการบริโภคและมีคุณสมบัติสามารถช่วยลดอาการปวดของาการข้อเข่าเสื่อม และเก๊าต์ งานวิจัย ได้ศึกษากระบวนการผลิต สูตร และทดสอบความปลอดภัยจนได้ อย.รับรอง ทดสอบประสิทธิผลการรักษา โดยมี ดร.ลำไพร ศรีธรรมา หัวหน้าโครงการ และมี ผชศ. พญ. สรญา แก้วพิทูลย์ เป็นผู้วิจัยประสิทธิผลกับอาสาสมัครที่เป็นผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม และสรุปผล รายงานว่าเครื่องดื่มลำไยอินทรีย์สามารถลดการอักเสบในตัวอาสาสมัครได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ บริษัทจึงได้จดกระบวนการผลิต และสูตรส่วนผสม เป็นความลับทางการค้า ร่วมกับ ITAP เพราะกระบวนการผลิตมีผลต่อปริมาณสารออกฤทธิ์ และ สูตร เป็นการประเมินให้ผู้บริโภคได้รับสารออกฤทธิ์เพียงพอที่จะส่งผลลดความเจ็บปวดของข้อเข่า การศึกษาด้านความปลอดภัยของอาหารและผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มลำไยอินทรีย์  […]

งานวิจัยลิ้นจี่ต้านไวรัส โดย มหาวิทยาลัยเท็กซัส สหรัฐอเมริกา

เนื่องจากไวรัสสายพันธ์ใหม่ของไข้หวัดใหญ่ มีการพัฒนาสายพันธ์ให้มีความต้านทานต่อยาต้านไข้หวัดใหญ่อยู่ตลอดเวลา ยาเคมีที่ผลิตขึ้นมาจึงจำเป็นต้องพัฒนาตาม และให้มีคุณสมบัติใหม่เพื่อที่จะสามารถขจัดไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีพัฒนาการใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา  สารประกอบโพลีฟีนอลที่พบได้ในพืชหลายชนิดและมีคุณสมบัติต้านไวรัสและสารต้านอนุมูลอิสระ  ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพมหาวิทยาลัยเท็กซัส สหรัฐอเมริกาเผยว่า Oligonol โพลีฟีนอล ที่สกัดจากลิ้นจี่ สามารถยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ โดยทีมงานนักวิจัย Gangehei L, Ali M, Zhang W, Chen Z, Wakame K, และ Haidari M. ทดสอบสมมติฐานที่ว่า สาร Oligonol ซึ่งเป็นโพลีฟีนอลน้ำหนักโมเลกุลต่ำที่ได้จากลิ้นจี่ มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่โดยสามารถยับยั้ง Phosphorylation การทดสอบคราบจุลินทรีย์และอิมมูโนฟลูออเรสเซนต์เพื่อศึกษาผลของ Oligonol ต่อการเพิ่มจำนวนไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดยสาร Oligonol สามารถยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่โดยการปิดกั้นสิ่งที่แนบของไวรัสไปยังเซลล์ MDCK และโดยการยับยั้งการส่งออกนิวเคลียร์ของ Ribonucleoprotein ทำให้ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (RNP) การติดเชื้อของเซลล์ MDCK ที่มีไวรัสไข้หวัดใหญ่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการผลิตสายพันธุ์ออกซิเจนปฏิกิริยา (ROS) และการเหนี่ยวนำของ phosphorylation ERK ขึ้นอยู่กับ ROS การยับยั้งการกระตุ้น ERK โดยการกลายพันธุ์เชิงลบที่โดดเด่นของ ERK หรือ […]

*ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับกลูโคซามีน (Glucosamine) ในโรคข้อเสื่อม โดย อาจารย์ ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์

บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน อาจารย์ ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่พบว่ามีการสึกกร่อนของกระดูกอ่อน เนื่องจากมีปริมาณของโปรตีโอไกลแคน (proteoglycans) ลดลง ทำให้ความสามารถในการรองรับการเคลื่อนไหวของกระดูกข้อต่อลดลง เกิดอาการปวดขึ้นเมื่อมีการลงน้ำหนัก หรือมีกิจกรรมบนข้อนั้นๆ จากการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนที่พบในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมดังกล่าวนี้ จึงทำให้เกิดแนวคิดในการนำเอากลูโคซามีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นของการสร้างโปรตีโอไกลแคนที่เป็นองค์ประกอบในกระดูกอ่อนมาใช้เพื่อรักษาหรือชะลอการเสื่อมของข้อในโรคข้อเสื่อม กลูโคซามีน (glucosamine) ที่มีจำหน่ายแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ตามการขึ้นทะเบียน คือ (1) ยาอันตราย และ (2) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งทั้งสองแบบมีความแตกต่างกันในขั้นตอนการยื่นขอขึ้นทะเบียน รวมถึงเอกสารที่จำเป็นในการขอขึ้นทะเบียน กล่าวคือ กลูโคซามีนที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาอันตราย มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการรักษาโรคข้อเสื่อม ซึ่งจะต้องมีเอกสารยืนยันถึงการศึกษาทางการแพทย์ที่แสดงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารดังกล่าว และการใช้ยาจะอยู่ภายใต้การสั่งใช้จากแพทย์เท่านั้น ส่วนกลูโคซามีนที่ขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงใช้รับประทาน นอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลักตามปกติ และในการขอขึ้นทะเบียนไม่จำเป็นต้องแสดงการศึกษาทางการแพทย์ประกอบ สำหรับในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุขได้อนุญาตให้มีกลูโคซามีนชนิดที่เป็นยาอันตรายเท่านั้นที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และจำหน่ายในประเทศได้ ทั้งยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของกลูโคซามีนมีจำหน่ายในรูปแบบของสารประกอบเกลือหลายชนิด เช่น เกลือซัลเฟต (glucosamine sulfate), เกลือไฮโดรคลอไรด์ (glucosamine hydrochloride), เกลือคลอโรไฮเดรต (glucosamine chlorohydrate หรือ N-acetylglucosamine) ซึ่งทำให้ขนาดโมเลกุลและคุณสมบัติอื่นๆ […]